วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พระราชดำรัส3 หน้าที่พลเมืองไทย


ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์รุกโรมโหมกายใจ ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทนง
จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติจนชีวิตเป็นผุยผง
จะยอมตายหมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา
ไม่ท้อถอยคอยสร้างสิ่งที่ควร ไม่เรรวนพะว้าพะวังคิดกังขา
ไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไป
นี่คือปณิธานที่หาญมุ่ง หมายผดุงยุติธรรมอันสดใส
ถึงทนทุกข์ทรมานนานเท่าใด ยังมั่นใจรักชาติองอาจครัน
โลกมนุษย์ย่อมจะดีกว่านี้แน่ เพราะมีผู้ไม่ยอมแพ้แม้ถูกหยัน
คงยืนหยัดสู้ไปใฝ่ประจัญ ยอมอาสัญก็เพราะปองเทิดผองไทยฯ

พระราชดำรัส2


ประเทศไทยดำรงความเป็นชาติ และมีเอกราชอธิปไตยมาตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบันได้ ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ทรงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงนำประเทศชาติให้มีความมั่นคง เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการศึกษา การค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงกฎหมายและการปกครองให้ทันสมัย ปูพื้นฐานสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการทรงเลิกทาส การทดลองฝึกประชาชนในการมีส่วนร่วมในการปกครองนามาสู่การพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงช­นชาวไทย

พระราชดำรัส1

กองทัพมีหน้าที่ในการปกป้องสถาบันฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา77 และ70
-เกิดเป็นคนไทยต้องสำนึกในความเป็นไทย เราต้องเคารพและเทิดทูน
๓ สถาบันหลักของเรา คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัติริย์
นี่แหละคือความเป็นไทยอย่างแท้จริง

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความจริงใจและความตั้งใจจริง

ความจริงใจและความตั้งใจจริง จะสามารถยืนหยัด บงการกระทำของปัจเจกบุคคลอยู่ตลอดเวลา และอย่างสม่ำเสมอได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีพลังใจหรือกำลังใจที่จะทำเช่นนั้นประกอบด้วย “คนที่มีกำลังจิตหรือกำลังใจเป็นคนที่สามารถควบคุมจิตใจของตัว เขาจะเห็นสว่างว่าอะไรดีอะไรไม่ดี และในที่สุดจะประสบความเจริญความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าจะกอบโกยทรัพย์มากหรืออำนาจมาก แต่ว่าทำอะไรด้วยสุขภาพจิตที่ดี คนที่เรียกว่ามีกำลังใจที่ดี ที่ถูกต้องนั้นทำอะไรง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายหมด ไม่ใช่ง่ายเพราะว่าเราทำชุ่ยๆ ง่ายเพราะเราสามารถที่จะคิดรอบคอบเพราะสุขภาพจิตที่ดี รอบคอบทุกทางทั้งทางด้านวิชานั้นๆ ทั้งด้านวิธีการและทั้งในวิชาการและในการวางตัว”
(๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐)
ด้วยแนวพระราชดำริเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า
“สุขภาพจิตสำคัญกว่าสุขภาพด้วยซ้ำ เพราะว่าคนไหนที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่จิตใจฟั่นเฟือนไม่ได้เรื่องนั้น ถ้าทำอะไรก็จะยุ่งกันได้ กายที่แข็งแรงนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคมอย่างใด ส่วนคนที่สุขภาพกายไม่สู้จะแข็งแรงแต่สุขภาพจิตดี หมายความว่าจิตใจดี รู้จักจิตใจของตัวและรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้อง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมาก และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มาก ในที่สุดสุขภาพจิตที่ดี ก็อาจจะพามาซึ่งสุขภาพทางกายได้...”
(๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐)

ความจริงใจต่องาน

ในอรรถาธิบายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน เกี่ยวกับความจริงใจต่องานนั้น พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงการ “ตั้งสัตย์สัญญาแก่ตัวเอง” ของผู้ที่มีความจริงใจ อันเป็นการ “ตั้งสัจจะที่จะปฏิบัติโดยเต็มกำลัง” หรือ มีสัจจอธิษฐานต่อภาระหน้าที่และกิจทั้งปวงของตนที่มีอยู่”
(๑๕ กรกฏาคม ๕๒๑)

สำหรับผู้ที่มีความจริงใจในการปฏิบัติตนในลักษณะเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริแล้วกล่าวเป็นนัยได้ว่า ผู้มีความจริงใจ ก็จะเป็นผู้ที่มีความหนักแน่นในสัจจะ ในหน้าที่การงานของตนลักษณะเช่นนี้ก็สมควรเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาด้วย ดังปรากฏเป็นความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาทที่อัญเชิญมาในที่นี้

“ผู้ที่มีปัญญาสามารถจะทำการงานสำคัญๆ ให้เป็นหลักเป็นกำลังของ
บ้านเมืองต่อไป ได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่หนักแน่นในสัจจะ คือต้องมีจริง
พร้อมทั้งในคำพูดในการกระทำในบุคคลอื่น และในตนเอง
สิ่งใดที่ตั้งใจจริงจะทำหรือจะงดเว้น
ต้องปฏิบัติให้ได้โดยเคร่งครัดครบถ้วน...”
(๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๑)