วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ความจริงใจและความตั้งใจจริง

ความจริงใจและความตั้งใจจริง จะสามารถยืนหยัด บงการกระทำของปัจเจกบุคคลอยู่ตลอดเวลา และอย่างสม่ำเสมอได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีพลังใจหรือกำลังใจที่จะทำเช่นนั้นประกอบด้วย “คนที่มีกำลังจิตหรือกำลังใจเป็นคนที่สามารถควบคุมจิตใจของตัว เขาจะเห็นสว่างว่าอะไรดีอะไรไม่ดี และในที่สุดจะประสบความเจริญความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าจะกอบโกยทรัพย์มากหรืออำนาจมาก แต่ว่าทำอะไรด้วยสุขภาพจิตที่ดี คนที่เรียกว่ามีกำลังใจที่ดี ที่ถูกต้องนั้นทำอะไรง่าย ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายหมด ไม่ใช่ง่ายเพราะว่าเราทำชุ่ยๆ ง่ายเพราะเราสามารถที่จะคิดรอบคอบเพราะสุขภาพจิตที่ดี รอบคอบทุกทางทั้งทางด้านวิชานั้นๆ ทั้งด้านวิธีการและทั้งในวิชาการและในการวางตัว”
(๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐)
ด้วยแนวพระราชดำริเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า
“สุขภาพจิตสำคัญกว่าสุขภาพด้วยซ้ำ เพราะว่าคนไหนที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่จิตใจฟั่นเฟือนไม่ได้เรื่องนั้น ถ้าทำอะไรก็จะยุ่งกันได้ กายที่แข็งแรงนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคมอย่างใด ส่วนคนที่สุขภาพกายไม่สู้จะแข็งแรงแต่สุขภาพจิตดี หมายความว่าจิตใจดี รู้จักจิตใจของตัวและรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้อง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมาก และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มาก ในที่สุดสุขภาพจิตที่ดี ก็อาจจะพามาซึ่งสุขภาพทางกายได้...”
(๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐)

ความจริงใจต่องาน

ในอรรถาธิบายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน เกี่ยวกับความจริงใจต่องานนั้น พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงการ “ตั้งสัตย์สัญญาแก่ตัวเอง” ของผู้ที่มีความจริงใจ อันเป็นการ “ตั้งสัจจะที่จะปฏิบัติโดยเต็มกำลัง” หรือ มีสัจจอธิษฐานต่อภาระหน้าที่และกิจทั้งปวงของตนที่มีอยู่”
(๑๕ กรกฏาคม ๕๒๑)

สำหรับผู้ที่มีความจริงใจในการปฏิบัติตนในลักษณะเช่นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริแล้วกล่าวเป็นนัยได้ว่า ผู้มีความจริงใจ ก็จะเป็นผู้ที่มีความหนักแน่นในสัจจะ ในหน้าที่การงานของตนลักษณะเช่นนี้ก็สมควรเป็นคุณสมบัติของผู้ที่จะชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาด้วย ดังปรากฏเป็นความตอนหนึ่งของพระบรมราโชวาทที่อัญเชิญมาในที่นี้

“ผู้ที่มีปัญญาสามารถจะทำการงานสำคัญๆ ให้เป็นหลักเป็นกำลังของ
บ้านเมืองต่อไป ได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่หนักแน่นในสัจจะ คือต้องมีจริง
พร้อมทั้งในคำพูดในการกระทำในบุคคลอื่น และในตนเอง
สิ่งใดที่ตั้งใจจริงจะทำหรือจะงดเว้น
ต้องปฏิบัติให้ได้โดยเคร่งครัดครบถ้วน...”
(๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๑)

“ความจริงใจ”

การมีสติและปัญญา แม้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่คู่กับความรู้เพื่อการทำงานที่ได้ผล แต่ก็ยังไม่พอเพียงสำหรับการที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงาน ปัจเจกบุคคลจึงต้องมี “ความจริงใจ” ประกอบด้วย แนวคิดเช่น นี้ ปรากฏในพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งขออัญเชิญมาเป็นตัวอย่างดังนี้
“ความผิดพลาดล้มเหลวของบุคคลหรืภารกิจ ต่างๆ นั้น ส่วนมากเกิดจากมูลเหตุข้อใหญ่คือความหลอกตัวเอง หลอกกันและกัน และเมื่อการทำงานโดยไม่อาศัยความจริงเป็นหลัก การดำเนินงานและการปรับปรุงแก้ไขก็ผิดพลาด ไม่อาจทำให้งาน ให้ตนเองประสบผลสำเร็จที่ดีได้ นักปฏิบัติงานเพื่อความสำเร็จและความเจริญ จึงต้องยอมรับความจริงและยึดมั่นในความจริง มีความจริงใจต่อตัวเองและต่อกันและกันอย่างมั่นคงตลอดเวลา แต่ละคนจึงจะปฏิบัติตัวปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกใจ มั่นใจถูกต้องเที่ยงตรงตามเป้าหมายและพอเหมาะพอดี แก่ฐานะ แก่หน้าที่ แก่โอกาส พร้อมทุกอย่างได้ ยังผลให้การสร้างสรรค์ความดีความเจริญบรรลุศุภผลอันพึงประสงค์...”
(๑๕ กรกฏาคม๒๕๒๖)

ความจริงใจที่กล่าวถึงนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้รายละเอียดว่า มีอยู่สองลักษณะด้วยกันได้แก่
(๑) “ความจริงใจต่อผู้ร่วมงาน ซึ่งมีลักษณะประกอบด้วยความ
      ซื่อตรงเมตตา
หวังดี พร้อมเสมอที่จะร่วมมือช่วยเหลือ และ
      ส่งเสริมกันทุกขณะ”
(๒) “ความจริงใจต่องาน มีลักษณะเป็นการตั้งสัตย์อธิษฐาน
       หรือการตั้งใจจริงที่จะทำงานให้เต็มกำลัง    กล่าวคือ
       เมื่อได้พิจารณาด้วยปัญญาเป็นที่แน่ชัดแล้ว ว่างานที่
       จะทำนั้นเป็นประโยชน์จริง ก็ตั้งสัตย์สัญญาแก่ตัวเอง
       ผูกพัน
บังคับตัวเองให้กระทำจนเต็มกำลังความรู้ความ
       สามารถ ให้ได้ผลดีที่สุด
”
“ ความจริงใจสองประการนี้ พิจารณาดูแล้ว จะเห็นว่า
เป็นปัจจัยสำคัญที่จะ
ป้องกันกำจัดปัญหาขัดแย้งและ
ความย่อหย่อนล่าช้าได้สิ้นเชิง...”



การมีปัญญา2


เมื่อปัจเจกบุคคลมีปัญญาติดตัวแล้ว ก็มิบังควรประมาทปัญญาของตนเอง กล่าวคือ ต้องมีการใช้ปัญญาอยู่เสมอเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะว่าถ้า
“ไม่ใช้ปัญญาเป็นหลักทำงาน เพราะละเลยหรือเพราะนึกดูหมิ่นตัวเองว่าโง่เขลาแล้ว อคติ ความลุ่มหลง ความเพ้อฝันก็จะเข้ามาแทนที่แล้วจะหวังอะไรได้จากสิ่งเหล่านั้น นอกจากความวิบัติเสียหาย ทุกคนจึงจำเป็นต้องใช้ปัญญาตลอดเวลาและตลอดชีวิต”
(๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๑)


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวปฏิบัติเพิ่มเติมว่า


“นอกจากไม่ประมาทปัญญาตนเองแล้ว ยังประมาทปัญญาคนอื่นไม่ได้ด้วยเพราะการประมาทหมิ่นปัญญาคนอื่น ไม่ยอมทำตามความคิดและความรู้ของคนอื่นนี่แหละเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้งานต่างๆ ต้องหยุดชะงัก ต้องเริ่มต้นใหม่อยู่ร่ำไป และต้องล้มเหลวมามากกว่ามากแล้ว ผู้มีความคิดควรจะต้องเข้าใจว่า ปัญญาของผู้อื่น ที่เขาคิดมาดีแล้ว ได้ใช้มาดีแล้วในการงานนั้น ย่อมเป็นพื้นฐานอย่างดีสำหรับเรา ที่จะก่อตั้งสร้างเสริมความเจริญงอกงามมั่นคงต่อไป การประมาทปัญญาผู้อื่นจึงเท่ากับไม่ได้ใช้พื้นฐานที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ ซ้ำยังรื้อถอนออกเสียอีกด้วย ด้วยความโง่เขลา จึงจำเป็นที่จะต้องหัดนับถือปัญญาผู้อื่นกันให้เป็น เพื่องานที่ทำจักได้ดำเนินต่อเนื่องกันไปได้ไม่ติดขัดปฏิบัติง่าย และสำเร็จประโยชน์อันสมบูรณ์ตรงตามความมุ่งประสงค์ได้โดยสะดวกรวดเร็วทันเหตุการณ์...”
(๒๑ มิถุนายน ๒๕๒๑)
การดูถูกดูแคลนปัญญาของบุคคลอื่นจึงเป็น แนวปฏิบัติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงแนะนำให้คนไทยโดยเฉพาะในหมู่ผู้มีการศึกษาสูงหลีกเลี่ยงการกระทำเช่นนั้น พระบรมราโชวาทในประเด็นนี้มีความสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อปรากฏเท่าที่สามารถค้นคว้ามาได้ว่า ในวงการวิชาการและวงการศึกษาไทยไม่มีการชี้แนะในลักษณะนี้เลยและไม่มีการตระหนักถึงผลเสียที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมเชิงลบดังกล่าว

การมีปัญญา1

การทำความรู้ความคิดให้แจ้ง โดยมีอุเบกขาเป็นตัวการค้ำจุนนี้ จัดได้ว่าเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของปัญญา นั่นเองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเน้นความสำคัญของปัญญาพร้อมกับทรงให้ความหมายของคำว่า “ปัญญา” ดังนี้
“ปัญญา” แปลตามพยัญชนะว่า ความรู้ทั่ว ตามอรรถะหมายความ ได้หลายอย่างอย่างหนึ่ง คือความรู้ทุกอย่าง ทั้งที่เล่าเรียนจดจำมา ที่พิจารณาใคร่ครวญคิดเห็น ขึ้นมาและที่ได้ฝึกฝนอบรมให้คล่องแคล่วชำนาญขึ้นมาในตัวเอง อีกอย่างหนึ่งเมื่อมีความรู้จัดเจนชำนาญในวิชาต่างๆ ดังว่า จะยังผลให้เกิดเป็นความเฉลียวฉลาดขึ้นในตัวบุคคล แตะประการสำคัญคือความรู้ที่ผนวกกับความเฉลียวฉลาดนั้น จะรวมกันเป็นความสามารถพิเศษขึ้น คือความรู้จริงรู้แจ้งชัด รู้ตลอดในสิ่งที่ได้มีโอกาสศึกษา ซึ่งจะให้ผลต่อไปเป็นความรู้เท่ากัน เป็นต้นว่ารู้เท่าทันความคิดจริต ทฤษฎี และเจตนาของคนทั้งปวงที่สมาคมด้วย รู้เท่าทันเหตุการณ์สภาพการณ์ทั้งหลายที่ผ่านพบ เมื่อรู้เท่าทันแล้ว ก็จะรู้จะเห็นแนวทางและวิธีการที่จะหลีกให้พ้นอุปสรรคปัญหาและความเสื่อม ความล้มเหลวทั้งปวงได้ แล้วดำเนินไปตามทางที่ถูกต้องเหมาะสม จนบรรลุความสำเร็จและความเจริญวัฒนาที่มุ่งหมายไว้ ข้าพเจ้าใคร่ขอให้บัณฑิตแต่ละคนได้ศึกษาคือสำเหนียกตระหนักใจ“ปัญญา” ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต เพื่อประโยชน์ของตนของส่วนรวมตามที่ปรารถนา...”  (๑๔ กรกฎาคม ๒๕๒๑)

กล่าวในอีกลักษณะหนึ่ง ปัญญาก็คือ
“ความฉลาดสามารถคิดพิจารณาเรื่องต่างๆ สิ่งต่างๆ ได้อย่างกระจ่างแจ่มชัด ซึ่งเกิดจากจิตใจที่มั่นคงเป็นกลาง ไม่ตกอยู่ในอำนาจอคติ และช่วยให้บุคคลสามารถค้นหาสาระเหตุผลของเรื่องทั้งปวงได้อย่างถุกต้องเที่ยงตรง ทั้งสามารถจำแนกแจกแจงความผิดถูก ชั่วดี ควรไม่ควร ในกิจที่ทำ คำที่พูด เรื่องที่คิดทุกอย่างได้...”(๑๕ กรกฎาคม ๒๕๒๖)

แต่ปัญญานั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขั้นในตัวบุคคลได้ง่ายๆ แม้จะผ่านการศึกษาในระดับสูงๆแล้วก็ตาม ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงให้พระบรมราโชวาทชี้แนะเพิ่มเติมว่า
“การใช้ความคิดอ่านที่เป็นปัญญาดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องฝึกหัดปฏิบัติอยู่เสมอเป็นประจำ ในทุกกรณี จึงจะมั่นคงแข็งแรง มิฉะนั้นปัญญาจะไม่เกิดขึ้นให้ท่าน จะยึดถือเอาเป็นประโยชน์ได้ทันการ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีสิ่งใดให้คิดให้ทำไม่ว่าจะประสบพบเรื่องใดปัญหาใด ขอให้พิจารณา จนรู้ชัดอยู่เสมอจงทุกคราวไป การฝึกปัญญานี้ ถ้าพากเพียรฝึกกันจิรงๆ เป็นประจำแล้ว ไม่ช้าไม่นานก็จะปฏิบัติได้เป็นปรกติหรือเป็นนิสัย...”  (๒๗ ตุลาคม ๒๕๒๑)

การประยุกต์ใช้ความรู้

การประยุกต์ใช้เทคนิควิทยา ก็มีลักษณะไม่แตกต่างไปจากการประยุกต์ใช้ความรู้ทั่วไปนั่นคือ “วิทยาการและเครื่องมือกลเหล่านี้ เมื่อนำมาปฏิบัติการแล้ว จะต้องได้ผลอย่างสูงทุกครั้งไป คือถ้าใช้ถูก ก็ทำให้ได้ประโยชน์มาก ถ้าใช้ไม่ถูก ก็ทำให้เสียหายได้มากเท่าๆกัน ” (๑เมษายน ๒๕๒๕)
การประยุกต์ที่ได้ผล ก็คือ การพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำการใดๆ
 “ ทางแห่งความเจริญ คือ การพิจารณา การพิจารณานั้น เป็นการหยุดยั้งชังใจก่อนที่จะปฏิบัติการใดลงไปเสมือนกับได้ปรึกษากับตนเองก่อนถ้าหากทำสิ่งใดโดยมิได้พิจารณาแล้ว ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อแห่งอารมณ์ บังเกิดความประมาทขึ้น อันจะเป็นผลเสียหายแก่กิจการนั้นๆ ได้ ฉะนั้น ขอให้ทุกคนจงใช้ความพิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะประกอบกิจใดๆ ” (๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑)

แม้ว่า การพิจารณาเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงให้พระบรมราโชวาทเพิ่มเติมว่า เพื่อให้บังเกิดผลที่แท้จริง การพิจารณาก็ต้องกระทำในลักษณะหนึ่ง ดังมีรายละเอียดแสดงไว้ในพระราชดำรัสบางส่วนที่ทรงพระราชทานให้แก่ สามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการเปิดประชุมใหญ่ปี ๒๕๒๓ เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๓ ดังนี้

“การพิจารณาเรื่องราวหรือกิจการงานใดๆ นั้น ควรอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำโดยละเอียดรอบคอบและเที่ยงตรงถูกต้องจึงจะได้ผลที่เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืนถาวร ท่านผู้รู้แต่ก่อนได้วางหลักสั่งสอนกันสืบๆ มาว่า เมื่อจะพิจารณาสิ่งใดเรื่องใดให้วางใจของตัวให้เป็นกลาง คือปลด อคติความลำเอียงทุกๆ ประการออกจากใจให้หมดก่อน แล้วเข้าไปเพ่งพินิจดูสิ่งนั้นเรื่องนั้นให้ถี่ถ้วน จึงจะมองเห็นได้ประจักษ์ทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่เห็นแต่เพียง
แง่ใดแง่หนึ่งตามความชอบใจหรือไม่ชอบใจที่มีอยู่ เมื่อเห็นประจักษ์ทั่วด้วยใจที่เป็นกลางแล้ว ความรู้ที่ชัดเจนก็จะบังเกิดขึ้น และช่วยให้ลงความเห็นและปฏิบัติได้โดยถูกต้องเป็นธรรม...”

ความรู้นี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

เพื่อการทำงานที่ประสบผลสำเร็จ ความรู้และความสามารถ (อันเกิดจากฐานความรู้ที่มีอยู่) ก็ย่อมเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังที่พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้ข้อคิดไว้ แต่ประเด็นที่ สำคัญกว่าเมื่อยอมรับข้อคิดนี้ก็คือปัจเจกบุคคล จะต้องมีความรู้ในลักษณะใด และจะต้องใช้ ความรู้ดังกล่าวอย่างไร
ความรู้อะไรนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ตราบใดที่เป็นความรู้ที่ตั้งอยู่บนฐานวิชาการ แต่ก็ต้องเป็นความรู้ที่เกิดจากการรู้จริง และที่สำคัญก็คือ ต้องมีการใฝ่รู้และการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ดังปรากฏเป็นนัยจากพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า
“ความรู้นี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าแต่ละคนอยากได้ความเจริญ ถ้าทำอย่างที่เคยทำมาด้วย ความรู้เท่าที่เคยมี ก็ได้ความสำเร็จในวงจำกัด แต่ถ้าเพิ่มความรู้ และยิ่งช่วยกันทำความสำเร็จนั้นจะยิ่งใหญ่ขั้น...” (๑๑ กันยายน ๒๕๑๕)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีทัศนะว่า



การที่ปัจเจกบุคคลจะประสบความสำเร็จในชีวิตความมุ่งหมาย และจัดเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสำหรับสังคม สำหรับประเทศไทยได้นั้นจะต้องมีองค์ประกอบหลักในสองด้านด้วยกัน คือ ปัจเจกบุคคลจะต้องเป็นผู้รู้
วิธีการทำงานที่ได้ผลเป็นประการแรก และบุคคลผู้นั้นจะต้องเป็นคนดีประการที่สองเมื่อกำหนดเงื่อนไขอื่นๆ ที่สมควรมีแล้ว การที่บุคคลหนึ่งๆ รู้วิธีการทำงานที่ได้ผลแล้ว ย่อมจัดเป็นบุคคลที่มีคุณภาพสูงกว่าผู้ที่ไม่รู้วิธีการทำงานที่ได้ผล โดยทำอะไรเป็นเรื่องราวไม่ได้หรือทำแล้วก็ไม่ประสบความสัมฤทธิ์ผลแต่อย่างใด แต่การจะทำงานให้ได้นั้น บุคคลผู้นั้นจักต้องมีคุณลักษณะต่างๆ หลายประการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงกล่าวไว้ในพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่ชาวไทยกลุ่มต่างๆ ในโอกาสที่ต่างกัน ถึงแม้ว่าปัจเจกบุคคลจะมีคุณสมบัติต่างๆ เพื่อการทำงานที่ได้ผลแล้วก็ตาม แต่โอกาสที่บุคคลผู้นั้นจะประสบความสำเร็จในการครองชีวิตนั้นก็ยังไม่มีหลักประกันแต่อย่างใดเว้นเสียแต่ว่า บุคคลผู้นั้นเป็นคนดีที่พร้อมด้วยคุณสมบัติลักษณะหนึ่งเท่านั้น คุณลักษณะของความเป็นคนดีนั้นมีรายละเอียดปรากฏในพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นนั้น และจะได้นำเสนออย่างเป็นระบบภายหลังที่ได้นำเสนอเนื้อหาในส่วนที่ว่าด้วยคุณลักษณะของการทำงานที่บรรลุผล 



“ในการสร้างความสำเร็จ ความเจริญ และเกียรติยศชื่อเสียงนั้น บัณฑิตมีวิชาความรู้เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพพร้อมอยู่แล้ว ที่จะนำไปใช้งานได้ทันที แต่นอกจากวิชาความรู้ที่เป็นเครื่องมือแล้ว ทุกคนยังจะต้องมีรากฐานรองรับ พร้อมกับวิธีการใช้อย่างถูกต้องเที่ยงตรงประกอบอีกด้วย จึงจะสามารถสร้างประโยชน์ให้สำเร็จเพรียบพร้อมสมบูรณ์ได้ รากฐานที่ทุกคนต้องมีนั้น ได้แก่ ความหนักแน่น มั่นคงในสุจริตธรรมประการหนึ่ง ความมุ่งมั่นในการประกอบกิจการงานทุกอย่างให้สำเร็จอีกประการหนึ่งคนไม่มีความสุจริต คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ...” (๑๒ กรกฏาคม ๒๕๒๒)

ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

คลิกที่ภาพขยายใหญ่ตามอัตราส่วน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
-ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ
 
มีพระอัจฉริยภาพสูงในการทรงงาน
-ทรงเป็นนักวิชาการที่ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้ศาสตร์ต่างๆ
-ทรงเป็นนักคิด ทรงมีทักษะในการวิเคราะห์
-ทรงคิดได้อย่างแหลมลึก มองเห็นถึงปัญหาที่ซ่อนเร้นได้
-ทรงเป็นนักบริหารที่ทุ่มเททางานเพื่อประชาชน
-ทรงเป็นนักปฏิบัติที่เข้าใจชัดเจนในวิธีการและเทคนิคที่ใช้ทรงงาน จนเกิดเป็นโครงการ
  ส่วนพระองค์
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของ
  พสกนิกรของพระองค์ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- ทรงร่วมแก้ไขปัญหาด้านต่างๆทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ